Thu. Mar 12th, 2026

 

ดาวอังคาร (Mars) เป็นหนึ่งในดาวเคราะห์ที่มนุษย์รู้จักมาอย่างยาวนาน และเป็นดาวเคราะห์ที่สร้างความหลงใหลแก่ผู้สังเกตท้องฟ้าทุกยุคสมัย ด้วยลักษณะการส่องแสงเป็นสีแดงอมส้ม จึงทำให้ผู้คนหลายวัฒนธรรมเรียกดาวดวงนี้ว่า “ดาวสีเลือด” หรือ “ดาวแห่งสงคราม” เช่น ชาวโรมันตั้งชื่อว่า Mars ตามเทพเจ้าแห่งสงคราม

ส่วนชาวกรีกก็เรียกว่า Ares เช่นเดียวกัน สาเหตุที่ดาวอังคารมีสีแดงนั้น เกิดจากองค์ประกอบทางธรณีวิทยาและเคมีที่เป็นเอกลักษณ์ของมัน ซึ่งสามารถอธิบายได้อย่างละเอียดดังนี้

 

  • อันดับแรก สีแดงบนพื้นผิวดาวอังคาร

เกิดจาก “แร่ธาตุออกไซด์ของเหล็ก” (Iron Oxide) หรือที่มนุษย์รู้จักกันในชื่อสนิม (Rust) ที่ปกคลุมอยู่ทั่วพื้นผิว แร่เหล็กที่มีอยู่ในดินและหินของดาวอังคารเกิดการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนจำนวนเล็กน้อยในบรรยากาศและน้ำที่เคยมีอยู่ในอดีต

ทำให้เกิดชั้นของสนิมกระจายตัวอย่างกว้างขวาง เมื่อแสงอาทิตย์สะท้อนพื้นผิวที่เต็มไปด้วยสนิมนี้ จึงทำให้ดาวอังคารปรากฏเป็นสีแดงจากมุมมองของเรา

 

  • ดาวเคราะห์สีแดง บรรยากาศของดาวอังคาร

ซึ่งประกอบด้วยคาร์บอนไดออกไซด์เกือบทั้งหมดและมีความหนาแน่นต่ำมาก ยังมีฝุ่นละอองของเหล็กออกไซด์ลอยอยู่ เมื่อเกิดพายุฝุ่นครั้งใหญ่ ซึ่งสามารถปกคลุมทั้งดาวได้เป็นเวลาหลายสัปดาห์

ฝุ่นสีแดงเหล่านี้ก็จะกระจายไปทั่ว ทำให้ดาวอังคารดูเข้มขึ้นและมีโทนสีแดงเด่นมากขึ้นอีก ด้วยเหตุนี้ นักดาราศาสตร์ในอดีตจึงสังเกตเห็นว่า ดาวอังคารมีสีแดงไม่ว่าจะอยู่ในช่วงใดของวงโคจร

 

สีแดงของดาวอังคารยังส่งผลต่อความเชื่อของมนุษย์ในหลายวัฒนธรรม ในสมัยโบราณ สีแดงมักเกี่ยวข้องกับเลือด พลังงาน และสงคราม มนุษย์จึงผูกความหมายของดาวอังคารเข้ากับเทพเจ้าแห่งสงคราม เช่น Mars ของชาวโรมัน หรือ Mangala ของอินเดียโบราณ

บางวัฒนธรรมเชื่อว่าดาวอังคารนำพาความขัดแย้งหรือความกล้าหาญ เพราะแสงสีแดงของมันสื่อถึงอารมณ์และพลังที่ร้อนแรง ความเชื่อเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์ใช้สีเป็นสัญลักษณ์ในการตีความธรรมชาติของดาวเคราะห์บนท้องฟ้า

 

อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ดาวอังคารมีสีแดง คือสภาวะแวดล้อมแห้งแล้งและมีลมแรง ทำให้ฝุ่นเหล็กกระจายตัวอย่างกว้างขวาง

โดยที่ไม่มีน้ำมากพอจะล้างหรือเปลี่ยนสภาพของออกไซด์เหล่านี้ นับเป็นหลักฐานของอดีตที่เคยมีน้ำ และอาจเคยมีสภาพเอื้อต่อสิ่งมีชีวิต ความแดงของดาวอังคารจึงเป็นเงื่อนงำสำคัญที่นำไปสู่การวิจัยมากมายเกี่ยวกับอดีตของมัน

 

 ดาวอังคารถูกเรียกว่า “ดาวเคราะห์สีแดง” เพราะพื้นผิวและบรรยากาศของมันเต็มไปด้วยเหล็กออกไซด์หรือสนิม

 

ซึ่งสะท้อนแสงอาทิตย์ออกมาเป็นสีแดง นอกจากนี้ สีแดงยังมีอิทธิพลต่อความเชื่อและการตั้งชื่อในหลายวัฒนธรรม ทำให้ดาวอังคารเป็นหนึ่งในดาวเคราะห์ที่โดดเด่นที่สุดบนท้องฟ้ายามค่ำคืน และยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญของการสำรวจอวกาศในยุคปัจจุบันอย่างไม่เสื่อมคลาย.

 

สนับสนุนโดย    เครื่องช่วยฟังราคาถูก

By admin