
ดาวอังคาร (Mars) เป็นหนึ่งในดาวเคราะห์ที่มนุษย์รู้จักมาอย่างยาวนาน และเป็นดาวเคราะห์ที่สร้างความหลงใหลแก่ผู้สังเกตท้องฟ้าทุกยุคสมัย ด้วยลักษณะการส่องแสงเป็นสีแดงอมส้ม จึงทำให้ผู้คนหลายวัฒนธรรมเรียกดาวดวงนี้ว่า “ดาวสีเลือด” หรือ “ดาวแห่งสงคราม” เช่น ชาวโรมันตั้งชื่อว่า Mars ตามเทพเจ้าแห่งสงคราม
ส่วนชาวกรีกก็เรียกว่า Ares เช่นเดียวกัน สาเหตุที่ดาวอังคารมีสีแดงนั้น เกิดจากองค์ประกอบทางธรณีวิทยาและเคมีที่เป็นเอกลักษณ์ของมัน ซึ่งสามารถอธิบายได้อย่างละเอียดดังนี้
- อันดับแรก สีแดงบนพื้นผิวดาวอังคาร
เกิดจาก “แร่ธาตุออกไซด์ของเหล็ก” (Iron Oxide) หรือที่มนุษย์รู้จักกันในชื่อสนิม (Rust) ที่ปกคลุมอยู่ทั่วพื้นผิว แร่เหล็กที่มีอยู่ในดินและหินของดาวอังคารเกิดการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนจำนวนเล็กน้อยในบรรยากาศและน้ำที่เคยมีอยู่ในอดีต
ทำให้เกิดชั้นของสนิมกระจายตัวอย่างกว้างขวาง เมื่อแสงอาทิตย์สะท้อนพื้นผิวที่เต็มไปด้วยสนิมนี้ จึงทำให้ดาวอังคารปรากฏเป็นสีแดงจากมุมมองของเรา
- ดาวเคราะห์สีแดง บรรยากาศของดาวอังคาร
ซึ่งประกอบด้วยคาร์บอนไดออกไซด์เกือบทั้งหมดและมีความหนาแน่นต่ำมาก ยังมีฝุ่นละอองของเหล็กออกไซด์ลอยอยู่ เมื่อเกิดพายุฝุ่นครั้งใหญ่ ซึ่งสามารถปกคลุมทั้งดาวได้เป็นเวลาหลายสัปดาห์
ฝุ่นสีแดงเหล่านี้ก็จะกระจายไปทั่ว ทำให้ดาวอังคารดูเข้มขึ้นและมีโทนสีแดงเด่นมากขึ้นอีก ด้วยเหตุนี้ นักดาราศาสตร์ในอดีตจึงสังเกตเห็นว่า ดาวอังคารมีสีแดงไม่ว่าจะอยู่ในช่วงใดของวงโคจร
สีแดงของดาวอังคารยังส่งผลต่อความเชื่อของมนุษย์ในหลายวัฒนธรรม ในสมัยโบราณ สีแดงมักเกี่ยวข้องกับเลือด พลังงาน และสงคราม มนุษย์จึงผูกความหมายของดาวอังคารเข้ากับเทพเจ้าแห่งสงคราม เช่น Mars ของชาวโรมัน หรือ Mangala ของอินเดียโบราณ
บางวัฒนธรรมเชื่อว่าดาวอังคารนำพาความขัดแย้งหรือความกล้าหาญ เพราะแสงสีแดงของมันสื่อถึงอารมณ์และพลังที่ร้อนแรง ความเชื่อเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์ใช้สีเป็นสัญลักษณ์ในการตีความธรรมชาติของดาวเคราะห์บนท้องฟ้า
อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ดาวอังคารมีสีแดง คือสภาวะแวดล้อมแห้งแล้งและมีลมแรง ทำให้ฝุ่นเหล็กกระจายตัวอย่างกว้างขวาง
โดยที่ไม่มีน้ำมากพอจะล้างหรือเปลี่ยนสภาพของออกไซด์เหล่านี้ นับเป็นหลักฐานของอดีตที่เคยมีน้ำ และอาจเคยมีสภาพเอื้อต่อสิ่งมีชีวิต ความแดงของดาวอังคารจึงเป็นเงื่อนงำสำคัญที่นำไปสู่การวิจัยมากมายเกี่ยวกับอดีตของมัน
ดาวอังคารถูกเรียกว่า “ดาวเคราะห์สีแดง” เพราะพื้นผิวและบรรยากาศของมันเต็มไปด้วยเหล็กออกไซด์หรือสนิม
ซึ่งสะท้อนแสงอาทิตย์ออกมาเป็นสีแดง นอกจากนี้ สีแดงยังมีอิทธิพลต่อความเชื่อและการตั้งชื่อในหลายวัฒนธรรม ทำให้ดาวอังคารเป็นหนึ่งในดาวเคราะห์ที่โดดเด่นที่สุดบนท้องฟ้ายามค่ำคืน และยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญของการสำรวจอวกาศในยุคปัจจุบันอย่างไม่เสื่อมคลาย.
สนับสนุนโดย เครื่องช่วยฟังราคาถูก